ระบบการเล่นในปีนี้

     เมื่อแต่ละทีมที่มีการเปลี่ยนตัวกุนซือใหม่ ก็มักจะต้องมีการเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมตามไปด้วย ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จุ๊ปป์ ไฮน์เกส กุนซือเฒ่าของทีมบาเยิร์น มิวนิค มีระบบหลักในการเล่นคือ 4-1-4-1 ที่พวกเขามักจะใช้เป็นประจำ โดยแผนการเล่นของกุนซือวัย 73 ปี ที่จะแตกต่างจากกุนซือคนก่อนหน้านี้ของทีมก็คือเขาจะขยับโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกของทีมที่เคยเล่นทางด้านริมเส้นฝั่งขวาเป็นประจำ ให้ขยับเข้ามาเล่นด้านในมากขึ้น ส่วนทางขวามักจะใช้เป็นอาร์เยน ร็อบเบน หรือไม่ก็ฮาเมส โรดริเกซเล่นแทน ส่วนกองกลางตัวรับคนเดียวนั้นจะเป็นทางฆาบี มาร์ติเนซ กองกลางที่พวกเขาไปซื้อมาจากแอตเลติก บิลเบา ที่จะถูกปรับกลับมาเล่นเป็นกองกลางตัวรับตามเดิมอีกครั้ง หลังจากตอนที่เป็ป กวาดิโอล่าคุมทีม เขามักจะถูกปรับให้ไปเล่นเป็นตำแหน่งปราการหลังตัวกลางโดยตลอด แต่เนื่องจากตอนนี้แผงหลังของบาเยิร์น มิวนิคมีแทบจะล้นทีมแล้ว ทำให้อดีตดาวเตะของแอตเลติก บิลเบา ถูกขยับขึ้นมาเป็นกองกลางตัวรับอีกครั้ง

แต่ในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นนิโก้ โควัช กุนซือหนุ่มชาวโครเอเชีย ที่เข้ามาคุมทีมหลังจากที่เคยพาไอน์ทรัช แฟรงค์เฟิร์ต คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยตอนนี้ดูเหมือนว่าเขายังไม่เจอระบบที่ลงตัวกับทีมซักที เนื่องจากในช่วง 3 นัดหลังสุดของทีม กุนซือวัย 46 ปียังปรับเปลี่ยนระบบการเล่นในทุกนัด โดยในนัดที่พวกเขาถล่มไอน์ทรัช แฟรงค์เฟิร์ตได้ 5-0 ซึ่งเป็นการที่โควัชคุมทีมใหม่ไปถล่มทีมเก่าในศึกเดเอฟเบ ซุเปอร์คัพ โควัชเลือกใช้ระบบ 4-1-4-1 โดยมีโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า และฆาบี มาร์ติเนซเป็นกองกลางตัวรับ ส่วนตัวรุก 4 คนมีฟร็องค์ ริเบรี่ และอาร์เยน ร็อบเบน 2 ปีกตัวเก๋ายืนเป็นตัวริมเส้น ส่วนตรงกลางเป็นติอาโก้ อัลกันตาร่า และโธมัส มุลเลอร์ ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว เมื่อพวกเขาครองบอลตลอดเกมได้เกือบ 70% เลยทีเดียว

นัดต่อมาซึ่งเป็นเกมอุ่นเครื่องกับทางฮัมบูร์ก นิโก้ โควัชก็เปลี่ยนระบบมาใช้ 4-3-3 โดยเกมนี้อาจจะจัดระบบนี้เพราะว่าใช้นักเตะสำรองทั้งหมดก็ได้ เนื่องจากเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องเท่านั้น และในเกมต่อมาคือศึกเดเอฟเบ โพคาลที่บุกไปเยือนดอชเตอร์เซ่น ทีมรองบ่อนจากลีกรอง กุนซือชาวโครแอตก็เปลี่ยนระบบกลับมาใช้ 4-1-4-1 เหมือนในนัดที่เอาชนะแฟรงค์เฟิร์ตได้อีกครั้ง และเขาน่าจะใช้ระบบนี้เป็นหลักในฤดูกาลนี้ด้วย

Comments are closed